WILF : ก่อตั้งและเลิกกิจการบริษัทแรกของตัวเอง

ผมก่อตั้งบริษัทที่ดำเนินการผลิตสื่อ Animation และ Motion Graphic มาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจปิดตัวบริษัทลง บริษัทของผมเป็นบริษัทเล็กๆ ประกอบไปด้วยเพื่อนๆและน้องๆที่เข้ามาช่วยกันสร้างผลงาน มีงานที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ปะปนกันไปตามประสาบริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง การจัดตั้งบริษัทนี้เอง ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายๆอย่างจากการได้ลงมือทำจริงๆ ได้เหนื่อยจริงๆ และได้ผิดหวังจริงๆจนถึงจุดที่ตัดสินใจเลิกกิจการ ผมจะขอสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ออกมาเป็นข้อๆเพื่อให้ง่ายต่อการอ่านนะครับ

หา Partner ที่เป็นมากกว่าลูกจ้างที่ดีคนหนึ่ง

จุดบอดหนึ่งที่ผมมองไม่เห็นตั้งแต่แรกคือการที่ Passion และ Vision ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ทำให้บางครั้ง เราได้ร่วมงานกับ Partner ที่เป็นเหมือนลูกจ้างที่ดีคนหนึ่ง หมายถึง Partner ที่ทำหน้าที่ของตนเองได้ดี ส่งมอบงานที่ได้รับมอบหมายทันกำหนดเวลา แต่ไม่ได้มี Mind Set ของเจ้าของกิจการ ทำให้หลายครั้ง ความคิดที่จะสร้างมูลค่าหรือค้นหาแหล่งรายได้ใหม่ๆในบริษัท มักจะมาจากผมและมักจะไม่มีการสะท้อนของความคิดจนตกผลึกอย่างที่ควรจะเป็นเวลามีการประชุม ความคิดทั้งดีและไม่ดีจึงมักจะจบด้วยคำว่า “เห็นด้วย” ซึ่งนั่นคือทางที่นำไปสู่ปัญหาในภายหลัง

ปัญหาอีกอย่างของ Partner ที่ไม่มีความเป็น Entrepreneur นั่นก็คือการที่เค้าอยู่กับงานและบริษัทแค่ในเวลางาน โดยไม่ได้แสดงถึงความอยากที่จะสร้างการเติบโตนอกเหนือไปจากการทำหน้าเสมือนพนักงานคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นกับ Partner ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทโดยตรง เพราะฉะนั้นการหา Partner เพื่อเริ่มดำเนินกิจการ Mind Set เรื่อง Entrepreneurship นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

 

อย่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในห้อง

ผมเองแม้ไม่ได้เก่งหรือฉลาดมาก แต่เป็นคนที่ชอบขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวอยู่เสมอ จึงทำให้ผมดูเป็นคนที่รู้เยอะกว่าคนทั่วไป การที่เราเป็นคนที่ รู้เยอะที่สุดในบริษัท เป็นเรื่องที่แย่ต่อการพัฒนาตนเองเป็นอย่างมาก เพราะในวันหนึ่งนั้น เราใช้เวลากับการทำงานมากที่สุด และถ้าไม่มีใครที่เก่งกว่าคุณ ฉลาดกว่าคุณ หรือประสบการณ์มากกว่าคุณให้คุณได้เรียนรู้ มันก็เหมือนกับคุณกำลังก้าวถอยหลัง การหา Partner ที่มีความรู้ความชำนาญเท่าๆกันนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าคุณหา Partner ที่กระหายอยากที่จะเรียนรู้ไปด้วยกันได้ คุณจะเติบโตเร็วกว่าที่เคยด้วยซ้ำ

 

Focus กับงานที่ก่อให้เกิดมูลค่าในบริษัท

ผมเองเป็นคนที่มีความคิดอยากทำอะไรหลายๆอย่างอยู่ตลอดเวลา หลายๆครั้งสิ่งที่อยากทำไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้กับบริษัทในทันที หรือมีความเสี่ยงไม่คุ้มกับแรงที่ต้องลงไปทำในจังหวะนั้นๆ หลายๆครั้งที่เราทำการผลิตไประดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่สามารถสานต่อให้เสร็จครบทั้งกระบวนการได้ ทำให้กลายเป็นโครงการที่ไม่ได้เข็นออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ส่วนนี้เองที่ทำให้บริษัทขาดรายได้ไปบ้างในบางโอกาส และเป็นการใช้แรงงานของบริษัทไปโดยเปล่าประโยชน์

 

คนทำงานเก่ง สร้างง่ายกว่า คนทำงานละเอียด

ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นอะไรหลายๆอย่างจากการสังเกตทุกๆคนที่ผมทำงานด้วย ผมพบว่าคนเราสามารถมีพัฒนาการที่ดีได้ ในเชิงทักษะ เช่นเมคนิคการทำงานที่ยากๆ ถ้าได้ลองทำไม่กี่ครั้งก็จะจับทางได้ ทำให้สามารถเรียนเทคนิคใหม่ๆได้ แต่ในทางกลับกัน การจะสร้างงานที่มีความละเอียดหรือทำงานให้เป็นระบบมีแบบแผน กลับเป็นสิ่งที่ยากที่จะปลูกฝังในวัยทำงาน อาจจะเพราะทุกคนเลยจุดที่จะเรียนรู้กระบวนการใหม่ๆเพราะต้อง ลืมสิ่งที่เรียนรู้มาก่อนทิ้งไป ก่อนที่จะสามารถรับการทำงานระบบใหม่เข้าไปได้

 

ลูกค้า หายากกว่า คนทำงาน

งานที่เข้ามาในบริษัท ส่วนใหญ่แล้วมาจาก Connection จากทางผม มีทั้งงานจากพี่ๆที่รู้จักกัน งานจากลูกค้าที่รู้จักผมผ่านทางเว็บไซต์สอนหนังสือ โดยมากแล้วเป็นงานที่ยากจะปฎิเสธทั้งในแง่ของรายได้และความสัมพันธ์ ทำให้งานที่มี มักจะมาจากคนเดิมๆหรือบางงาน ทำแล้วเท่าทุนเพราะไม่อยากผิดใจกับลูกค้าเก่า ในส่วนของตัวผมเองนั้นก็คาดหวังว่าจะมีงานมาจากทางอื่นบ้าง แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนเดียวที่สามารถดึงงานเข้ามาในบริษัทได้สำเร็จ ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ผมไม่สะดวกออกไปติดต่องาน หรือเป็นช่วงที่ลูกค้าจากทางผมไม่มีงาน งานในบริษัทจะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน เวลาที่มีงานยากๆหรืองานขนาดใหญ่เข้ามา การหาน้องๆมาช่วยทำงานหรือหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วยงานนั้น ไม่ยากและไม่ได้เพิ่มต้นทุนมากนัก อาจจะด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้งานน้อยลง ประกอบกับการที่เราจัดตั้งบริษัทผลิตสื่อในช่วงที่ TV Digital กำลังถดถอยพอดี ทำให้งานไม่ได้มีมากอย่างที่พวกเราคาดการณ์ไว้

 

ลูกค้าที่ไม่เรื่องมาก หายากกว่า ลูกค้าที่จ่ายเงินเยอะ

งานที่เข้ามาในบริษัท มักจะเจอกับปัญหาที่เกิดจากตัวลูกค้าที่ไม่เข้าใจขั้นตอนการผลิตชิ้นงาน ทั้งในกระบวนการผลิตสื่อ และ ต้นทุนที่ต้องใช้ โชคดีที่ทางบริษัทได้รับงานที่ลูกค้ายอมจ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับบริษัทเล็กๆรายอื่น แต่งานเหล่านี้มักจะตามมากับเรื่องปวดหัวเช่น การแก้งานแบบจุกจิกเกินพอดี, การแก้งานเลยกำหนดเวลางาน เคยเจอนานที่สุดคือประมาณเกือบ 90 วันหลังจากวันกำหนดเสร็จสิ้น หรือ ลูกค้าที่ไม่มีการตอบกลับจนกระทั่งเลยเวลาที่สมควรไปแล้ว

 

งานเร็ว ≠ ได้เงินเร็ว

ผมได้มุ่งเน้นไปที่การใช้แรงงานน้อย เพื่อให้ได้ผลงานที่มาก โดยใช้วิธีการผลิตที่ค่อนข้างใช้เวลาวางแผนและสร้างระบบมากกว่าที่อื่น แต่สามารถลดระยะเวลาที่ใช้ในการผลิตชิ้นงานลงได้มาก ผมใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วย รวมถึงการเขียนคำสั่งขึ้นมาใช้เอง ทำให้เราลดทั้งระยะเวลาและแรงงานได้มาก เราสามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนด ถึงแม้เราจะกำหนด Deadline ของงานค่อนข้างสั้นก็ตาม แต่ถึงกระนั้น การส่งงานเร็วกลับไม่ใช่ข้อดีเสมอไป เนื่องจากถ้าลูกค้ามีกำหนดวันเวลาที่ต้องการใช้ชิ้นงานที่ชัดเจน สิ่งที่ตามมามักจะเป็น การแก้งานหลังจากชิ้นงานสมบูรณ์แล้ว ซึ่งอาจะทำให้ชิ้นงานสุดท้ายไม่ตรงกับที่ทางเราได้ออกแบบไว้ และทำให้ทางทีมงานรู้สึกเหมือนทำงานเยอะขึ้นโดยไม่ได้มีคุณค่าอะไรเพิ่มขึ้นเลย นอกจากเรื่องแก้ไขงาน ในกรณีที่เราส่งงานเร็วนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะจ่ายเงินตามกำหนดการเดิม หรือนานกว่านั้นในกรณีที่จ่ายล่าช้า

 

งานดี ≠ ได้เงินเยอะ

แม้ผลงานของทีมผมจะไม่ได้ดีเด่นกว่าหลายๆบริษัทในสายงานเดียวกัน แต่ตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา งานของเรามีทั้งดีและไม่ดี งานส่วนใหญ่เราจะส่งมอบตามคุณภาพที่ทางลูกค้ามีระยะให้เราทำงาน ซึ่งการตกลงราคานั้นเกิดขึ้นก่อนที่จะเริ่มทำงาน หรืออย่างดีที่สุด คือเกิดขึ้นหลังจากมี Storyboard / Key Visual แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เพดานที่ทางลูกค้าจะสามารถจ่ายได้นั้น ก็ไม่เกินงบประมาณที่ลูกค้าได้ตั้งเอาไว้อยู่ดี หมายความว่า ต่อให้คุณทำงานดีแค่ไหน ลูกค้าก็สามารถจ่ายได้ ตามแค่งบที่เค้าได้รับมา นอกเสียจากว่าทางลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจในส่วนของการเงินเอง(ในกรณีที่คุยกับฝ่ายบริหารหรือประธานบริษัท/ผู้จัดงาน) ซึ่งเป็นไปได้ยากมากสำหรับบริษัทเล็กๆที่จะมีโอกาสอย่างนั้น ทำให้ผมจึงเน้นไปที่การส่งมอบงานให้ได้ทันเวลาในคุณภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวย ดีกว่าที่จะเพิ่มคุณภาพให้ดีมากๆ แต่เสี่ยงที่จะทำงานไม่เสร็จตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้

 

จงหมิ่นเงินน้อย

ลูกค้าบางรายมองไม่เห็นต้นทุนทางธุรกิจของการผลิตสื่อ นั่นหมายถึงงานที่ต้นทุน 50,000 บาท ทางลูกค้าอาจจะมองว่าใช้คนเงินเดือน 15,000 คนเดียวนั่งทำไม่กี่วันก็เสร็จสิ้น ดังนั้นเวลาที่ลูกค้าประเภทนี้เอ่ยถึงงบประมาณที่มีในมือ เราจะพบว่ามันมักจะน้อยกว่าราคาประเมิณของทางบริษัทอยู่ตลอด เช่นบางงานเราประเมิณค่าแรงของเรามากกว่าที่ลูกค้ามีงบให้กับงานเกือบ 3 เท่า ทั้งๆที่ทางเราให้เรทราคาที่ต่ำที่สุดของบริษัท ทั้งๆที่ลูกค้าเป็นบริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่นด้วยซ้ำ งานแบบนี้ถ้าเรารับเข้ามาทำ ย่อมเกิดปัญหาในภายหลัง ผมและทีมจึงมักจะปฎิเสธงานแบบนี้ไป เพราะว่าได้ไม่คุ้มเหนื่อย เราควรที่จะมองให้เห็นถึงต้นทุนเสียโอกาสของเราก่อนที่จะตัดสินใจรับงานใดๆไป

 

การตกลงกับบริษัทใหญ่ที่เราไม่มีอำนาจต่อรองเพียงพอ อาจจะเป็นกับดักที่น่ากลัว

ปัญหาของบริษัทและตัวผมเองเกิดขึ้นในระยะหลังที่ต้องเจอกับลูกค้าที่ตกลงแล้วไม่สามารถทำตามข้อตกลงได้ อย่างในข้อตกลงที่ทางเราเสนอนั้น เราต้องการรายรับแบบจ่ายทุกเดือน โดยเริ่มจ่ายตั้งแต่ส่งมอบงาน แต่สุดท้ายกลับได้รับเงินล่าช้าไปเกือบครึ่งปี หรือการที่มีการตกลงในส่วนของ Storyboard เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางเราผลิตผลงานเสร็จสิ้นพร้อมใช้งานและส่งมอบภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่สุดท้ายกลับไม่ยอมรับผลงาน จนทางเราต้องผลิตให้ใหม่ทั้งชิ้น หรือการที่แก้ไขงานนานกว่ากำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน สิ่งเหล่านี้คือความโหดร้ายของโลกที่เอาเปรียบผู้ผลิตสื่อ จริงอยู่ที่การทำสัญญาสามารถทำให้รัดกุมและเอาผิดได้ แต่ในทางปฎิบัติแล้ว บริษัทเล็กๆของผม คงไม่สามารถทำอะไรได้อยู่แล้ว หรือทำไปก็ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะฉะนั้นการจะตกลงทำธุรกิจกับบริษัทที่ใหญ่กว่ากันมากๆ ควรที่จะรอบคอบ และมีทางหนีทีไล่ไว้บ้าง อย่าเห็นแก่รายได้เพียงอย่างเดียว

 

เมื่อไฟมอด ก็ถอดใจ

ปัญหาในช่วงท้ายของบริษัททำให้ผมต้องตั้งคำถามกับตัวเองหลายๆเรื่อง ทั้งในมุมของนักออกแบบตัวเล็กๆคนนึงที่มองไม่เห็นภาพอันสวยงามของอุตสาหกรรมนี้อีกต่อไป ในมุมของกรรมการบริษัทที่ต้องตัดสินใจว่าจะเดินต่อในอุตสาหกรรมที่ต้องลงทุนเพิ่มทุกปีแต่ราคางานกลับไปเพิ่มขึ้นงานที่กำไรดีมีคนจับจองไว้หมดแล้ว เราไม่มีสายป่านที่ยาวพอที่จะใช้กลยุทธ์แบบที่บริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ใช้กัน ยิ่งผมคิด ก็ยิ่งจมปลักอยู่กับความคิดที่อยากจะออกจากสายอาชีพนี้ ผมใช้เวลาตัดสินใจอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะเริ่มบอกกล่าวกับเพื่อนๆว่าจะขอยุติบทบาทนักออกแบบ Motion Graphic ไปอย่างไม่มีกำหนด ไม่ใช้เพราะว่าผมไม่ชอบในสายอาชีพนี้ เพียงแต่สภาพแวดล้อมมันไม่เอื้ออำนวยให้เราเติบโตแค่นั้นเอง

 

ในช่วงระหว่างตัดสินใจปิดบริษัทนั้น ตัวผมเองได้ค่อยๆนึกไปถึงอะไรหลายๆอย่างที่เคยทำมาตลอดทั้ง 8 ปีกับการเป็น Motion Graphic Designer ผมค้นพบว่า ผมเองยังชอบการสร้างผลงานอยู่ เพียงแต่ผมอาจจะเหนื่อยกับการที่ผมต้องเจอกับปัญหาต่างๆในการประกอบอาชีพในสายงานนี้

ปัจจุบัน ถึงแม้ผมจะพักงานสอนและงานผลิตสื่อ Motion Graphic ไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ผมยังคงรักและประกอบอาชีพนักออกแบบอยู่ โดยผมเริ่มที่จะมุ่งไปทาง UI/UX และ Game Design มากขึ้น โดยหนึ่งในเป้าหมายในปี 2017 นี้ ผมอยากจะทำงานโดยเน้นงานที่ทำแล้วทุกฝ่ายมีความสุข มากกว่างานที่ทำแล้วสร้างความหนักใจให้กับผมและคนรอบข้างครับ

 

บทความนี้เป็น บทความแรกของ Series WILF หรือ “What I’ve Learned From…” ที่แปลว่า “สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จาก..” เป็น Series ที่ผมจะพูดถึงสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของผมเอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นการบันทึกส่วนตัวและเป็นเล่าประสบการณ์เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับเพื่อนๆที่ผ่านเข้ามาอ่านกันครับ

7 thoughts on “WILF : ก่อตั้งและเลิกกิจการบริษัทแรกของตัวเอง”

  1. ขอให้ได้ทำในสิ่งที่ชอบ และพบหนทางในการสเกลในเร็ววันครับ

  2. ปัญหาเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆครับ ขอให้พี่ได้เจอแนวทางที่สร้างความสุขให้ตัวเองและคนรอบข้าง อย่างมั่นคง และพอดีครับ ผมยังคงติดตามงานพี่ตลอดครับ เป็นกำลังใจให้ครับ

  3. ต้องขอบอกว่า ผมเป็นคนที่เริ่มต้นความรู้มาจาก chilltorial ความรู้ต่างๆที่ผมได้มา ทำให้ผมมีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น ถึงแม้ผมจะไม่ได้ทำในสายอาชีพนี้ได้เต็มตัวด้วยองค์ประกอบหลายๆอย่าง อย่างที่สายงาน motion เราเจอปัญหาแบบนี้กันมา
    แต่ผมก็ยังหวังจะได้อยู่ในสายงานนี้ได้เต็มตัว ขอบคุณคุณเป้และทาง chilltorial ที่ให้ความรู้มาโดยตลอด เป็นกำลังใจ และเดินหน้าในสายงานที่รักกันครับ

  4. ขอบคุณมากๆครับผม ได้ข้อคิดดีๆในการทำธุรกิจต่อเยอะเลยครับ

  5. ติดตาม Chilltorial ตั้งแต่ตอนทำโปรเจคจบ เป็นประโยชน์มากค่ะ แล้วจากนั้นห่างหายไปไม่ได้ติดตามมานาน วันนี้กลับมาเปิดดู เห็นบทความนี้ก็อยากเป็นกำลังใจให้ค่ะ หนูก็เคยไฟมอดมาเป็นปีอยู่ช่วงนึงเหมือนกันคะ สู้ต่อไปนะค่ะ
    ปล. ทุกบทความใน Chilltorial รวมถึงบทความนี้ด้วย เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ไม่มีวันตายจริงๆ เลยค่ะ
    ปล.2 สู้ๆ นะค่ะ

Leave a Reply to ice whiteboard Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *